คลิกที่ภาพเพื่อดูต่อเนื่องทั้งชุด

          เมื่อต้นพุทธศักราช พ.ศ. 708 (ต้น ค.ศ. 165 ก่อนคริสต์ศักราช) ชนเผ่าเร่ร่อน ตามชื่อเรียกภาษาจีนว่า ยูชี (Yueh-chi)ได้อพยพออกจากถิ่นเดิม ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศจีน เนื่องจากถูกพวก Turkic-Mongol Hsiug-nu ขับไล่ จำต้องเคลื่อนตัวเข้ามาทางตะวันตกในดินแดน Oxus และได้ตั้งหลักปักฐานในแคว้น แบคเตรีย (Bactria) หลังจากได้พำนักพักพิงอยู่นานร่วมศตวรรษ เจ้านายตระกูลสาย คุชชาน (Kushan) ซึ่งเป็นสายย่อยของยูชิเป็นผู้นำ แยกตัวออกมาและนำทัพเข้ารุกรานเขตแดนของชนเผ่า พาร์เทีย (Parthia) ซึ่งมีดินแดนอยู่ติดชายขอบของอาฟกานิสถาน จากนั้นได้เข้ายึดครองถึงใจกลางของอาฟกานิสถานแค้วนคันทาระ และที่ราบลุ่ม สะเวท (Swat) จากนั้นค่อยๆ รุกคืบเข้ายึดครองครอบคลุมดินแดนทั้งหมดทั่วทั้งภาคเหนือของอินเดีย กองทัพคุชชานยังได้รุกคืบเข้ายึดครองลึกเข้ามาถึงกรุงพาราณสี รัฐพิหาร ทิศตะวันออกถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำคงคารัฐเบงกอล ในขณะเดียวกัน ด้านทิศตะวันตกครอบครองดินแดนถึงลุ่มน้ำสินธุ ราชวงศ์คุชชานได้สร้างอาณาจักรรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ ครอบครองดินแดนอินเดียเหนือนานร่วมศตวรรษ

          โดยที่อาณาจักรของคุชชาน ประกอบด้วยชนเผ่าหลากหลายวัฒนธรรม เหรียญกษาปณ์ยุคแรกๆ ของคุชชาน ด้านหน้ามีอักขระกรีกและมีคำแปลด้านหลังเป็นภาษาท้องถิ่น อักขระ คารอสที่ (Kharosthi)ด้านหลังของเหรียญ หลังจากที่ พระเจ้าขะนิสกะที่หนึ่ง (Kanishka I) ได้ครองราชสมบัติสืบต่อจากพระเจ้าวิมา กัดฟิสส์ พระองค์ได้ปรับปรุงภาษากรีก ด้วยการเพิ่มอักขระของท้องถิ่นบางตัวเพื่อปรับให้เข้ากับสำเนียงและภาษาถิ่น ในขณะเดียวกันก็ยอมรับและปรับตัวเข้ากับลัทธิความเชื่อของเทพเจ้าต่างๆ ของวัฒนธรรมอินเดีย เปอร์เชีย และเอเชียกลาง ซึมซับผสมกลมกลืนระหว่างความเชื่อตะวันตกและความเชื่อตะวันออกเข้าด้วยกัน ดังปรากฏบนเหรียญกษาปณ์ทั้งทองคำและทองแดง

          พระเจ้ากูจูลา กัดฟีสส์ (Kujula Kadphises) ปฐมกษัตริย์ของคุชชานได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ เงิน ทองแดง ด้านหลังเป็นรูปเทพเจ้ากรีก พระเจ้าวิมา ทักตู (Wima Taktu) ผู้สืบราชสมบัติต่อมาก็ผลิตเหรียญกษาปณ์ด้วยเงินและทองแดงเช่นเดิม

          พอมาถึงรัชสมัย พระเจ้าวิมา กัดฟิสส์ (Wima Kadphises) ผู้สืบราชวงศ์ต่อจากพระเจ้าวิมา ทักตู ได้ขยายดินแดนออกไปทางเหนือ ทำให้อาณาจักรกว้างใหญ่ขึ้น จึงเกิดความมั่งคั่ง เพราะสามารถควบคุมเส้นทางการค้าที่สำคัญคือเส้นทางสายไหม ซึ่งพ่อค้าต่างแดน โดยเฉพาะอาณาจักรโรมันชึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันตก ต้องการสินค้าฟุ่มเฟือยจากอินเดีย และนิยมซื้อขายสินค้าด้วยเหรียญกษาปณ์ทองคำของชาวโรมัน Aurei เหรียญทองคำเหล่านี้ เมื่อได้มาจึงถูกหลอมและผลิตขึ้นใหม่ตามรูปแบบของคุชชาน ถือได้ว่าพระเจ้าวิมา กัดฟิสส์เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ก่อให้เกิดการผลิต และใช้เหรียญกษาปณ์ทองคำหมุนเวียนอย่างแพร่หลายภายในดินแดนอินเดียอย่างเป็นล่ำเป็นสัน (ก่อนหน้านั้น พระเจ้าเมนันเดอร์ที่หนึ่ง Menander I พระยามิริน ก็ได้เคยผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำในแผ่นดินอินเดีย แต่จำนวนน้อยมากเพื่อเฉลิมฉลองเป็นกรณีย์พิเศษเท่านั้น) พระเจ้าวิมา กัดฟิสส์ทรงนับถือพระศิวะ ซึ่งเป็นเทพเจ้าของอินเดีย ดังปรากฏด้านหลังของเหรียญ พระศิวะยืนถือสามง่ามและวัวนันทิ

          พระเจ้าขะนิสกะ ที่หนึ่ง (Kanishka I) ได้ครองราชสืบต่อมา พระองค์ทรงยึดถือ และปฏิบัติเช่นเดียวกับกษัตริย์คุชชานพระองค์ก่อน ทรงผลิตเหรียญกษาปณ์ ทั้งทองคำและทองแดง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รูปพระพุทธเจ้าทำด้วยทองคำและทองแดง เหรียญทองคำมีสองขนาด คือขนาดใหญ่ (Dinar) น้ำหนักไม่เกิน 8 กรัม และขนาดเล็ก (1/4 Dinar) น้ำหนักไม่เกิน 2 กรัม ทั้งสองขนาดเป็นรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนมีอักขระภาษาอินโด-กรีก BODDO(พระพุทธเจ้า) ส่วนเหรียญทองแดงมีทั้งรูปพระพุทธเจ้าประทับยืนและประทับนั่งขัดสมาธิ มีอักขระภาษาอินโด-กรีก SAKAMANO BODDO(ศากยะมุนี พุทธเจ้า) หรือ METRAGO (ไมตรียะ /พระศรีอาริยะเมตไตรย์) เหรียญพระพุทธเจ้าเหล่านี้เป็นหลักฐานทางโบราณคดี ยืนยันการสร้างพระพุทธรูปได้เกิดขึ้้นในยุคนี้ เชื่อกันว่าพระเจ้าขะนิสกะที่หนึ่งทรงให้ผลิตขึ้นเป็นกรณีย์พิเศษ (จึงมีจำนวนน้อยมาก) เพื่อเป็นการฉลองพิธีสังคายนาพระไตรปิดก ที่ Kanish Vihar เมืองแคชเมียร์และเป็นการเริ่มต้นนิกายมหายาน (Mahayana Buddhism) นอกจากพุทธศาสนา พระเจ้าขะนิสกะที่หนึ่งก็ให้ความสำคัญในการนับถือศาสนาและลัทธิอื่นๆ ที่ประชาชนในอาณาจักร์เคารพนับถือ พระองค์ทรงผลิตเหรียญมีรูปเคารพของเทพเจ้าอื่นๆ เหล่านั้นจำนวนมากด้วย

          พระเจ้าฮูวิชกะ (Huvishka) ได้ครองราชสืบต่อจากพระเจ้าขะนิสกะที่หนึ่ง ได้ขยายอาณาเขตกว้างไกลออกไปอีกมาก โดยที่พระองค์มีแนวคิดและแนวทางการปกครอง เช่นเดียวกันกับกษัตริย์องค์ก่อนๆ เหรียญกษาปณ์ของพระองค์จึงมีภาพเทพเจ้าหลากหลาย มีการผลิตเหรียญกษาปณ์ทั้งทองคำ และทองแดงออกมาใช้หมุนเวียนจำนวนมาก มากกว่าทุกรัชกาลก่อนหน้านั้น ทำให้มีเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนอยู่ในอาณาจักรมาก กษัตริย์องค์ต่อๆ มาจึงไม่มีความจำเป็นต้องผลิตเหรียญกษาปณ์ออกมาเพิ่ม

          พระเจ้าวาสุ เดวะ ที่หนึ่ง (Vasu Deva I) ผู้สืบราชอาณาจักรต่อจากพระเจ้าฮูวิชกะ ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ทองคำ ดังเหรียญ (KUSH-19), (KUSH-20) และทองแดงจำนวนน้อยมาก

          ล่วงมาถึงรัชกาลของ พระเจ้าขะนิสกะ ที่สอง (Kanishka II)ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ทั้งทองคำและทองแดง น้อยมากเช่นกัน ในรัชการนี้อาณาจักรคุชชานเริ่มเสื่อมอำนาจ อาณาเขตด้านตะวันออกของอาณาจักรเริ่มสั่นคลอนจากการก่อตัวของ ราชอาณาจักรคุปตะ (Gupta) ส่วนอาณาเขตทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ก็เช่นกัน เริ่มมีปัญหากับการก่อตัวของ ราชอาณาจักรสัสสาเนี่ยน (Sassanian) แม้จะมีการเสียดินแดนบางส่วน ผู้เข้ามาครอบครองทั้งสองนี้ ต่างก็รับเอาอิทธิพลทางวัฒนธรรมของคุชชาน ดังจะเห็นได้จากเหรียญกษาปณ์รุ่นแรกๆ ของราชวงศ์คุปตะ (Gupta) และราชวงศ์สัสสาเนี่ยน (Sassanian) ล้วนจำลองแบบมาจากเหรียญกษาปณ์ทองคำของพระเจ้าขะนิสกะที่สองแทบทั้งสิ้น ราชวงศ์คุชชานแม้จะอ่อนแอ ดินแดนหดหายเล็กลง แต่ก็ยังมีกษัตริย์ปกครองต่อเนื่องมาอีกหลายพระองค์ พระเจ้าวาสิสขะ (Vasiska) พระเจ้าขะนิสกะที่สาม (Kanishka III) พระเจ้าวะสุ เดวะที่สอง (Vasu Deva II) พระเจ้าซาคะ (Shaka)

          ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากษัตริย์แห่งราชวงศ์คุชชานล้วนใช้รูปลักษณ์ของเหรียญกษาปณ์เป็นเครื่องมือเผยแพร่ ความมีอำนาจของกษัตริย์ผู้มีบารมี ดุจเทพเจ้าทั้งหลายที่ปรากฏด้านหลังของเหรียญเหล่านั้น ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในดินแดนอินเดียแห่งนี้ เพราะแต่โบราณกาล ล้วนใช้แต่เครื่องหมายในเชิงสัญลักษณ์เท่านั้น เดิมทีแนวคิดนี้เป็นของเหล่ากษัตริย์ชาวกรีก กษัตริย์คุชชานเป็นผู้นำมาเผยแพร่และได้รับความนิยมจากราชวงศ์คุปตะ สัสสาเนียน และเพื่อนบ้านอื่นๆ ต่างได้ถือปฏิบัติและสืบทอดต่อเนื่องกันมาอีกนับพันปี

KHAROSTHI-SCRIPT

ข้อสังเกต ! .......... เหรียญกษาปณ์ ของพระเจ้ากูจูลา กัดฟิสส์ (Kujula Kadphises) พระเจ้าวิมา ทักตู (Wima Taktu) ผลิตจากโลหะเงิน และทองแดง เท่านั้น ไม่ปรากฏว่ามีเหรียญกษาปณ์ทองคำ .......... หรือมี ? .......... แต่จากพระเจ้าวิมา กัดฟิสส์ (Wima Kadphises) เรี่อยลงมาทุกรัชกาล ไม่ปรากฏว่ามีเหรียญกษาปณ์ที่ผลิตจากโลหะเงิน .......... หรือมีแต่ยังไม่เคยพบเช่นกัน ! ..........




คลิกที่นี่ เพื่อย้อนกลับสู่หน้าแรก